posted on 27 Nov 2008 22:44 by conquering
เทวดาตกสวรรค์
Succubus มาจากตำนานความเชื่อในยุคกลางของชาวยุโรป โดยเชื่อว่าเธอเป็นปีศาจสาวอันทรงเสน่ห์ ที่ชอบไปหาผู้ชายหนุ่มๆยามหลับเพื่อจะลักหลับในฝัน! คือ มีความสัมพันธ์ทางเพศกับหนุ่มๆในฝันที่เธอต้องการ ไม่ว่าชายหนุ่มคนนั้นจะต้องการหรือไม่ก็ตาม หนุ่มที่โดน Succubus เข้าฝันจะมีความรู้สึกในฝัน และ จะไม่ตื่นขึ้นจนกว่าเธอจะไป และผู้ชายที่ถูกเธอกระทำจะถูก “สูบ” พลังชีวิตไป ซึ่งเอาน้ำเชื้อของผู้ชายไปให้กำเนิดเป็นปีศาจด้วย ทำให้หลังถูก Succubus เข้าฝัน ชายหนุ่มจะตื่นขึ้นมาด้วยความอ่อนล้าอ่อนเพลีย ส่วนปีศาจที่ตรงข้ามกับ Succubus ก็คือ Incubus (ภาษาลาติน แปลว่า ฝันร้าย) ปีศาจเพศชาย ที่ไปหาสตรียามลับไหล เพื่อมีสัมพันธ์กันในฝัน เช่นเดียวกับ Succubus สตรีที่ได้มีสัมพันธ์กับ Incubus สามารถตั้งท้องได้ โดยที่เด็กที่เกิดมาจากสัมพันธ์กับ Incubus จะเกิดมามีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ เชื่อกันว่า ทั้ง Succubus และ Incubus คือ เทวดาตกสวรรค์
มาย้อนมาทาง Lilith ที่เกี่ยวข้องกันบ้าง เชื่อกันว่า Lilith เป็นปีศาจสายพันธ์เดียวกับ Succubus ที่ชอบสูบเลือด สูบพลังคน และ ชอบฆ่าเด็กๆ นอกจากจะรู้จักในแง่ปีศาจแล้ว Lilith ยังถูกรู้จักในแง่ แม่มด หรือ สตรีผู้มีพลังปีศาจด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นการใช้คำตามความหมายของคำว่า Lilith นั่นเอง ชื่อ Lilith ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดเริ่มแรกมาจากใน Old Testament (พระคัมภีร์พันธะสัญญาเก่า)
จากหนังสือ Genesis (ปฐมกาล) มนุษย์ถูกสร้างขึ้น มนุษย์คนแรกคือ Adam แล้วตามมาด้วย Eve อย่างที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดี แต่กระนั้นก็ดี มีอีกรูปแบบหนึ่งของปฐมกาลที่เราอาจไม่คุ้นกันนัก อีกรูปแบบของปฐมกาลนี้ว่าไว้ว่า Adam ไม่ได้ถูกสร้างมาก่อน Eve แต่ทั้งสองคน ทั้งชายและ
หญิงถูกสร้างขึ้นมาพร้อมๆกัน เพื่ออธิบายเนื้อหาที่ขัดแย้งกันนี้ rabbin (พระของทางศาสนายิว) จึงได้นำตำนานของ Lilith มาสัมพันธ์ด้วย
ในตำนานเชื่อว่า พระเจ้าได้สร้าง Adam และ Lilith มาคู่กัน เธอต้องการจะมีสิทธิเทียบเคียงเท่ากับ Adam แต่เธอก็ไม่ได้อย่างที่เธอต้องการ เธอจึงจากเขาไปด้วยความโกรธ ซึ่งมีตำนานว่าไว้ว่า หลังจากเธอจาก Adam ไป เธอได้ไปมีสัมพันธ์กับซาตานและได้ให้กำเนิดปีศาจขึ้นมา
ในขณะที่อีกตำนานหนึ่ง ว่ากันว่า เธอเป็นภรรยาคนแรกของ Adam ก่อน Eve โดยที่sหลังพระเจ้าสร้างโลก สร้างสิ่งมีชีวิตทั้งหมดขึ้นมา และ ให้ Adam มนุษย์คนแรกตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมด และ ปกครองแล้ว Adam เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดล้วนมีคู่ทั้งสิ้นเส้นแต่เขา จึงทูลขอคู่สำหรับเขาจากพระเจ้า พระเจ้าจึงได้ประทาน Lilith มาให้เขา และ เขาก็ได้แต่งงานกับเธอ แต่ระหว่างมีสัมพันธ์กันนั้น Adam จับเธอนอนข้างล่างเขา ทำให้ Lilith ไม่พอใจ ที่เธอถูกทำให้รู้สึกว่าด้อยกว่า เธอจึงสาปแช่ง Adam และหนีไปอยู่ที่ทะเลแดงแทน (red sea หรือ ทะเลแดงนี้ เชื่อว่า เป็น ทะเลแห่งเลือด แห่ง Kali Ma ที่ให้กำเนิดสารพัดสิ่ง แต่ต้องคอยบูชายัญอยู่เป็นนิจ)
ทางฝ่าย Adam ก็ไปบ่นว่ากับพระเจ้าเรื่องนี้ พระเจ้าจึงส่ง ฑูตสวรรค์ Sanvi , Sansanvi และ Semangelaf ลงมาเพื่อนำ Lilith กลับสวน Eden แต่ Lilith ก็ได้ปฏิเสธและได้มีสัมพันธืกับซาตาน ให้กำเนิดบุตรธิดากว่า 100 คน ต่อวัน ฑูตสวรรค์ได้บอกให้เธอกลับไปหา Adam มิฉะนั้นพระเจ้าจะเอาลูกๆของเธอไป แต่เธอก็ไม่ยอมกลับไป ซึ่งแน่นอนว่าเธอก็ถูกพระเจ้าลงโทษ แล้วพระเจ้าจึงประทาน Eve ที่สร้างจาก กระดูกซี่โครงของ Adam จึงออกมาเป็น สตรีผู้มีลักษณะอ่อนโยน ว่านอนสอนง่าย ให้ Adam แทน
เพราะสาเหตุที่ Lilith เธอถูกแย่งลูกๆไปจากเธอนี่เอง เธอจึงเกลียดชังสตรีที่จะให้กำเนิดบุตร และ ทารกแรกเกิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกเพศชาย แต่ก็มีความเชื่ออีกว่า ฑูตสวรรค์ทั้งสามบังคับให้เธอสาบานว่า เมื่อใดก็ตามที่เธอเห็นรูป หรือ ได้ยินนาม ของพวกเขา เธอต้องไม่ยุ่งกับสตรีและทารกคนนั้น ซึ่งความเชื่อนี้มีอิทธิพลอย่างมากในศตวรรษที่ 18 จึงมีรูปแบบวัฒนธรรม ที่จะทำเครื่องรางที่มีรูปของฑูตสวรรค์ ไว้ป้องกัน แม่และเด็กจาก Lilith และ ในบางครั้งก็ยังมีการเขียนวงเวทย์ไว้รอบๆเตียง สลักชื่อของฑูตสวรรค์ทั้งสาม รวมไปถึง Adam และ Eve ไว้อีกด้วย หากเด็กเกิดหัวเราะในขณะที่ยังหลับอยู่ เชื่อว่านั่นคือเครื่องหมายแสดงว่า Lilith มาแล้ว ต้องแตะจมูกเด็กเบาๆ แล้วเธอก็จะไป
นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า Lilith มีลูกสาว นามว่า “Lilim” ซึ่งได้ทำการล่าสูบพลังชายหนุ่มในความฝัน มาร่วมกว่าพันปี ซึ่งในยุคกลาง ชาวยิวยังมีความเชื่อนี้อยู่ และ ได้สร้างเครื่องรางขึ้น เพื่อป้องกันตัวเองจาก Lilim ด้วย ซึ่งแม้แต่ทางกรีกเอง ก็มีแนวคิดเกี่ยวกับ Lilim และเรียกเธอว่า Lamiae Empusae (อำนาจที่รุกเข้ามาข้างใน) ในขณะที่ทางคริสเตียน เรียกเธอว่า โสเภณีแห่งโลกันต์ หรือ Saccubi (อีกหนึ่งความเกี่ยวพันของชื่อ Lilith กับ Succubus) ซึ่งยังมีความเชื่ออีกว่าไว้ว่า Lilith กับ Succubus เป็นปีศาจกระหายเลือดที่ช่วยกันและกัน ณ หุบเขาแห่งความมืด ร่วมกับ ปีศาจนาม Samael (พิษแห่งพระเจ้า)
จะเห็นได้ว่า แม้ตำนานของ Lilith จะมีต้นกำเนิดมาจากความเชื่อของทางยิว แต่ความเชื่อแนวคิดนี้ยังปรากฏอยู่ในตำนานของอีกหลายๆที่ เช่น อิหร่าน , บาบิโลน , แม็คซิโค , กรีก , อาหรับ ,อังกฤษ , เยอรมัน หรือ แม้แต่ อเมริกา และ ทาง ตะวันออก ซึ่งถ้าเทียบเคียงกับตำนานในยุค Ancient แล้ว Lilith อาจเทียบได้กับ เทพธิดา Belit-ili หรือ Belili ของทางสุเมเรียน และ ทางบบิโลน หรือ Baalat ของทางคานาอัน
แม้ว่าภาพพจน์ของ Lilith จะออกมาในแง่ลบ เช่น ปีศาจกระหายเลือด ปีศาจที่สูบพลัง และ จ้องแต่จะฆ่าทารก แต่ Lilith ก็เหมือนเป็นต้นแบบหนึ่ง ของสตรีที่มีพลังอำนาจ ผู้มี “สิทธิ” และ ‘อำนาจ” เทียบเท่ากับผู้ชาย ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อคนในยุคกลาง เกี่ยวกับเรื่องความเสมอภาคทางเพศ
edit @ 27 Nov 2008 23:02:44 by Conqueror
edit @ 27 Nov 2008 23:23:20 by Conqueror
posted on 27 Nov 2008 22:43 by conquering
Tartarus : นรกของชาวกรีก
ชาวกรีกเค้ามีความเชื่อว่า ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว จะถูกพาไปพิพากษาที่ยมโลกโดยเป็นหน้าที่ของเทพเฮอร์มีส ที่จะพาวิญญาณของผู้ตายลงไปยังใต้ภิภพ
อาณาจักรแห่งความตายนี้ อยู่ในความปกครองของเทพเฮเดส ผู้ที่จะทำการพิพากษา เป็นหน้าที่ของสามเทพ ราดามานธีส มินอส และเออีคัส โดยความเชื่อเรื่องการถูกพิพากษาหลังความตายนี้ มีอยู่ในหลายเชื้อชาติหลายศาสนา เช่นศาสนาพุทธ ที่เชื่อว่าจะถูกนำตัวไปพิพากษาความดีและความชั่วที่ตนก่อ เพื่อตัดสินว่าจะส่งไปยังที่ใด ส่วนในชาวอียิปเทียน ก็เชื่อว่าหลังจากที่ได้ตายลงแล้ว ผู้ที่จะมารับวิญญาณไป คือเทพอนูบิส และจะได้รับการพิพากษา โดยเทพโอซิริส เทพแห่งสันติของชาวอียิปต์ มาที่ของกรีกต่อนะครับ พวกวิญญาณที่ชั่วร้ายจะถูกส่งไปที่ทาร์ทารัส(Tartarus) ส่วนพวกที่ดีจะได้ไปอยู่ที่ทุ่ง อีลีเซี่ยน(Elysian Field)ซึ่งเป็นดินแดนสุขาวดีตามความเชื่อของชาวกรีก
ทุ่งอีลีเซียน
โดยหลังจากที่เทพเฮอร์มีสพาข้ามมายังใต้โลกแล้ว วิญญาณเหล่านั้นจะต้องเดินทางมาที่ทาร์ทารัส โดยอาศัยเรือโดยสารของชารอน(Sharon) คนพายเรือ โดยเขาจะพาข้ามแม่น้ำ ไปส่งถึงที่ทาร์ทารัส เมื่อไปถึงแล้วด่านแรกที่จะได้พบ ก็คือหมาสามหัวเซอร์บีรัส เฝ้าอยู่หน้าทางเข้าเลยแต่มันจะยอมให้วิญญาณเข้าไป ส่วนมนุษย์หน้าไหนอยากเข้าไปอย่าได้หวังเลย(คงไม่มีใครอยากเข้านักไปหรอก)
แม่น้ำที่เป็นทางผ่านสู่ทาร์ทารัส ได้แก่แม่น้ำอคีรอน(Acheron) โดยแม่น้ำสายนี้จะเชื่อมต่อไปยังแม่น้ำอีกสายชื่อว่า โคไซทัส(Cocytus) ตรงจุดเชื่อมต่อของแม่น้ำสองสายนี้ ชารอน(Sharon)จะคอยจอดเรือรอรับเพื่อไปส่งที่ทาร์ทารัส ส่วนที่เป็นดินแดนแห่งความตาย(ไม่รวมทาร์ทารัส)เรียกว่า อีรีบัส(Erebus)_*_
ส่วนแม่น้ำที่ขั้นระหว่างโลกมนุษย์กับโลกใต้ภิภพ มีอยู่สามสายได้แก่ สายที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ แม่น้ำสติกซ์(Styx) เป็นแม่น้ำสาบานของเหล่าทวยเทพ
วีรบุรุษอคิลิสครั้งยังเป็นทารก ถูกจับจุ่มลงไปในแม่น้ำนี้ ทำให้ฟันแทงไม่เข้าแต่กับโดนธนูยิงตรงข้อเท้า โดยข้อเท้าเป็นจุดเดียวที่ไม่ได้โดนน้ำ สายที่สองชื่อว่า แม่น้ำลีธี(Lethe) แม่น้ำแห่งความลืมเลือน(which is the river forgetfulness) สุดท้าย ชื่อว่าแม่น้ำเฟลกีธอน(Phlegethon) เป็นแม่น้ำแห่งไฟ(which is the river of fire)
ชารอน(Sharon)
ชารอน(Sharon) ตามตำนานของชาวกรีก ชารอนเป็นชายแก่ที่คอยรับส่งวิญญาณที่จะเดินทางไปยังทาร์ทารัสเพื่อรับการพิพากษา โดยพี่แกประกอบอาชีพสุจริต รับจ้างแจวเรือ โดยเงินค่าจ้างก็คือเงินจากปากของศพ ชาวกรีกเลยมีประเพณีใส่เงินในปากของศพก่อนจะทำการฝัง หรือที่เรียกว่า เงินปากผี ชารอนจะรอรับวิญญาณอยู่ตรงจุดที่แม่น้ำอคีรอนและแม่น้ำโคไซทัส บรรจบกัน
edit @ 27 Nov 2008 23:22:02 by Conqueror
posted on 27 Nov 2008 22:42 by conquering
|
เปิดตำนาน 7 จอมปีศาจแห่งนรก
THE SEVEN DEADLY SINS เจ็ดมหาบาปที่ไม่สามารถอภัยได้
เจ็ดมหาบาปได้ถูกรวบรวมไว้โดย นักบุญ เกกอรี่ (St. Gregory the Great) ในศตวรรษที่6 ทั้งนี้ บาปทั้งเจ็ดนั้นก็ได้มีบทบาท โดย กลุ่ม ซัมมาเทววิทยา (Summa Theologica) ในศตวรรษที่13 ซึ้งได้แบ่งแยกและอถิบายโดยนักบุญโทมัส อาควีนัส (St. Tomas Aquinas) ว่าสิ่งเหล่านี้คือ "ตัณหา"
บาปเหล่านี้เป็นตัวแทนของการทำผิดศีลธรรม หรือเป็นการกระทำที่จะทำให้ไม่สามารถไปสู่สุขติ หรือ สวรรค์ได้
บาปเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นพิษร้ายแรง หรือเรื้อรัง ต่อจิตใต้สำนึก และจิตวิญญาณ
ทั้งเป็นการล้อลวง การหลงไหล การชักจูง ความต้องการ หรือแม้แต่สัญชาติญาณ
ใครที่ได้ลุ้มหลงไปกับมันจะได้พบแต่ความหายนะ ทั้งกายใจจิตวิญญญาณและคนรอบข้าง
แล้วทำไมต้องเป็นเลข 7 ?
เลขเจ็ดเป็นเลขที่มีพลังในตัวเอง อาทิตย์หนึ่งมีเจ็ดวัน เจ็ดมหาสมุทร สวรรค์มีเจ็ดชั้น เจ็ดเป็นเลขที่เป็นที่นิยมของจอมเวทย์โบราณที่ทำการปลุกเสก
มหาบาปทั้ง 7 นั้น พูดง่ายๆคือบาปที่ไม่สามารถอภัยบาปให้ได้
ซึ่งตามปรกติแล้วสำหรับชาวคริสต์ "บาปเบา" สามารถให้อภัยได้ โดยการไปสารภาพบาปกับบาทหลวง ทว่า มหาบาปทั้ง 7 นั้น จัดว่าเป็นบาปหนัก ไม่สามารถอภัยได้ ใครที่มีบาปนี้ติดตัวก็เหมือนมีรอยสักบนวิญญาณของตน ทำให้ไม่สามารถไปสู่สวรรค์ได้เมื่อวิญญาณออกจากร่าง
บาปทั้งเจ็ดนั้น ได้เป็นตัวแทนของจอมปีศาจทั้ง 7 ของนรก ซึ่งจะล่อลวงมนุษย์ให้ทำบาปนั้น
บาปทั้งเจ็ดนั้นได้แก่
PRIDE หรือ ความจองหอง
อวดตัว ดูหมิ่น และ ประมาทคนอื่นด้วยความคิด วาจา กิจการ
ปีศาจที่แทนบาปนี้ได้แก่ ลูซิเฟอร์ (Lucifer)
AVARICH หรือ ความตระหนี่
ถี่เหนี่ยว ไม่ทำบุญทำทานเอาแต่ทำงาน มีใจผูกพันแต่ทรัพย์สมบัติของโลกจนลืมพระเป็นเจ้า และลืมความหมายของชีวิต ความรอดของวิญญาณ
ปีศาจที่แทนบาปนี้ได้แก่ แมมม่อน (Mammon)
LUST หรือ อุลามก
ปล่อยตัวฟุ้งซ่านตามความสุขสนุกสบายฝ่านเนื้อหนัง ทำอุลามก ดูรูปภาพลามก เที่ยวในสถาณที่ไม่เหมาะสม
ปีศาจที่แทนบาปนี้ได้แก่ แอสโมดีอุส (Asmodius)
GLUTTONY หรือ โลภอาหาร
กินและจ่ายอย่างฟุ่มเฟือยโดยเห็นแก่ความสนุก ความชอบ ลุ่มหลง มัวเมา เสพติด
ปีศาจที่แทนบาปนี้ได้แก่ เบลเซบับ (Beelzebub)
ENVY หรือ ความอิฉฉา
ดีใจเมื่อท่านได้ ร้ายเสียใจเมื่อเขาได้ดีกว่า อิฉฉาทรัพย์สมบัติที่คนอื่นมี บาปนี้นำพาไปสู่การลักขโมย หรือแม้แต่การฆ่าฟันเพื่อได้ของสิ่งนั้นมา
ปีศาจที่แทนบาปนี้ได้แก่ ลีเวียร์ธาณ ( Leviathan )
ANGER หรือ ความโกรธ/โมโห
ปล่อยใจพลุ่งพล่านเดือดดาน เอาแต่ใจตัวเอง เป็นคนเจ้าอารมณ์ทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ยั้งคิด ไม่มีเหตุผล
ปีศาจที่แทนบาปนี้ได้แก่ ซาตาน (Satan)
SLOTH หรือ ความเกียจคร้าน
ไม่ทำการทำงาน ไม่ทำหน้าที่รับผิดชอบ สัปเพร่า ทำงานขาดตกบกพร่อง เล่นในเวลาทำงาน ขี้เกียจทำงาน หลับในหน้าที่
ปีศาจที่แทนบาปนี้ได้แก่ เบลเฟกอร์ (Belphegor)
|
|
|
edit @ 27 Nov 2008 23:19:55 by Conqueror
posted on 27 Nov 2008 22:38 by conquering
|
เทพอานูบิส Anubis
ตำนานของเทพแห่งชีวิตหลังความตายของชาวอียิปต์ที่ชื่อว่า "อานูบิส"
อานูบิส (Anubis) เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งของอียิปต์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของชาวอียิปต์ เพราะอานูบิสเป็นเทพแห่งความตาย และเป็นเทพของการทำมัมมี่ ดังนั้นทั้งในพิธีกรรมการทำศพแบบอียิปต์โบราณและเรื่องราวในโลกหลังความตายของมนุษย์เทพองค์นี้จึงมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างมาก โดยที่มาของการนับถือเทพอานูบิสนี้น่าจะมีที่มาจากเมือง Abydos (อาบิโดส) ในอียิปต์เหนือ แต่ศูนย์กลางของความเชื่อนี้อยู่ที่เมือง Cynopolis (ไซโนโปลิส) ในอียิปต์เหนือ
อานูบิสเป็นเทพที่มีลักษณะลำตัวเป็นคน แต่ส่วนหัวจนถึงคอเป็นลักษณะศีรษะของหมาในสีดำ ในมือถือคทา บางครั้งเทพองค์นี้ก็เรียกกันว่า Anpu (อันปุ) พิธีกรรมการนับถือเทพอานูบิสนี้เชื่อกันว่ามีมานานมากแล้วและบางครั้งก็มีการสร้างรูปปั้นหมาในสีดำ หรือสีทองเป็นตัวแทนของเทพองค์นี้ก็มี และที่ลักษณะของเทพอานูบิสที่มีใบหน้าเป็นหมาในก็สันนิษฐานได้ว่า เป็นเพราะสัตว์ชนิดนี้มักจะออกหากินในตอนกลางคืน และพบมากในบริเวณสุสานของคนตาย จากสิ่งนี้เองจึงทำให้คาแรทเตอร์ของเทพอานูบิสมีใบหน้าเป็นหมาในซึ่งชาวอียิปต์นับถือกันในนามเทพผู้พิทักษ์คนตายและสุสาน
หน้าที่ของเทพองค์นี้ก็คือการนำดวงวิญญาณของคนตายสู่ยมโลกเพื่อทำการตัดสินผลกรรมที่ได้ทำมาก่อนตาย ต่อหน้าองค์เทพโอซิริส (Osiris) โดยเทพอานูบิสจะนำหัวใจของผู้ตายไปวางไว้บนตาชั่งข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งของตาชั่งจะเป็นขนนกที่ได้รับมาจากเทพ (มูอาท) Muat หากหัวใจของผู้ตายเบากว่าขนนกแสดงว่าในขณะที่คนผู้นั้นมีชีวิตอยู่ได้กระทำการอันเป็นกุศล จึงสมควรได้รับพรจากเทพโอชิริสให้มีชีวิตอันเป็นนิรันดร์แล้วจะได้อยู่ในดินแดนที่เรียกว่า "Fields of the Reed" หรือสวรรค์ของชาวอียิปต์นั่นเอง ส่วนคนที่ไม่ผ่านการทดสอบนั่นก็คือหัวใจมีน้ำหนักมากกว่าขนนก สัตว์อสูรที่ชื่อ Ammut (อัมมุท) ที่นอนรออยู่ใต้ตาชั่งก็จะกินหัวใจของดวงวิญญาณดวงนั้นทันที แล้วดวงวิญญาณนั้นก็จะสูญสลายตลอดไป ก็ถือว่าเป็นการตายครั้งที่สองและเป็นการตายสนิท ตายแบบถาวรไปเลย
ในด้านตำนานเกี่ยวความเป็นมาของเทพอานูบิสนี้ เชื่อกันว่าอานูบิส เป็นโอรสของเทพีเนฟทิส (Nephtys) กับเทพเซต (Set) จึงนับเป็นหลานของเทพโอซิริส (Osiris) และ เทพีไอซิส (Isis) ด้วย ทั้งนี้มีบางตำราได้กล่าวไว้ว่าเทพอานูบิสให้ความเคารพเทพีไอซิสเสมือนมารดาแท้ๆ คนหนึ่งของตนเลยทีเดียว และที่มาของการทำมัมมี่ก็มีที่มาโดยอ้างอิงจากตำนานของเทพโอซิริส ในครั้งที่เทพโอซิริสและเทพีไอซิสถูกเทพเซ็ตตามล่า เทพโอซริสถูกสังหาร อานูบิสเป็นผู้รับอาสารักษาพระศพของเทพโอซิริส โดยใช้ขี้ผึงสูตรเฉพาะของตนเองแล้วก็ผ้าลินินสีขาวซึ่งทอจากฝีมือของเทพีทั้งสองคือ ไอซิส และเนฟทีสมาห่อหุ้มร่างนั้นไว้ จากนั้นอานูบิสจึงได้ออกปากสัญญากับพระมารดาทั้งสองว่าตนเองจะเป็นผู้พิทักษ์ร่างของโอซิริสเอง จากตำนานนี้เองจึงทำให้เทพอานูบิสนับถือว่าเป็นเทพผู้พิทักษ์คนตายและนำทางให้ผู้ตายสู่โลกวิญญาณ ทั้งนี้ในสมัยโบราณจะมีนักบวชผู้กระทำพิธีสวมหน้ากากที่มีลักษณะเป็นหมาในซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเทพอานูบิสอีกด้วย
…………………………………………………………………………………………………
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับ 7 ขั้นตอนหลังความตาย
1. ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าหลังจากที่ดวงวิญญาณคนตายออกจากร่าง เขาจะต้องผ่านลำน้ำสวรรค์เพื่อไปยังยมโลกซึ่งน้ำโดย Nemty
2. จากนั้นจะตอบปัญหาเพื่อผ่านประตูและเขาวงกต
3. หลังจากนั้นเทพเอเคอร์ (Aker) ก็จะนำไปที่ท้องพระโรงของยมโลก
4. คณะเทพตัดสินทั้ง 14 องค์จะพิจารณาความดีที่เคยทำมาในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
5. เทพอานูบิสจะทำการชั่งหัวใจของคนตายกับขนนกเพื่อเป็นการตัดสินความดีความชั่ว
6. เมื่อผ่านการทดสอบเทพฮอรัส (Horus) ก็จะนำดวงวิญญาณคนตายเพื่อเข้าพบเทพโอซิริส
7. แล้วในที่สุดคนที่ผ่านการตัดสินก็จะได้รับชีวิตอันเป็นนิรันดร์แล้วได้อยู่ในแดนสุขาวดีที่เรียกว่า "Fields of the Reed"
…………………………………………………………………………………….
Ammut (อามุท) เป็นสัตว์อสูรเพศเมีย มีหัวเป็นจระเข้ ลำตัวเป็นสิงโต ช่วงขาหน้าคล้ายเสือดาว ช่วงบั้นท้ายจนถึงขาหลังเป็นฮิปโป คอยกินดวงใจของคนบาปที่ไม่ผ่านการทดสอบเพื่อรับชีวิตอันเป็นนิรันดร์
|
edit @ 27 Nov 2008 23:17:49 by Conqueror
posted on 27 Nov 2008 22:35 by conquering
ความแค้นแห่งแม่มด
..........เรื่องราวของปีศาจและอำนาจมืดนับเป็นสิ่ที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังหาข้อพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือไม่ได้ เรื่องราวของแม่มดก็เช่นกัน มันเป็นศาสตร์ลึกลับที่ยังคลองตำแหน่งความน่ามหัศจรรย์ใจไม่เสื่อมคลาย เมื่อแม่มดตนหนึ่งกลายเป็นปีศาจกลับมาสิงสู่และสร้างความ เดือดร้อน ผู้ที่ได้ผลแห่งการกระทำของมันต้องจดจำไปจนวันตาย เหมือนเรื่องที่เกิดกับครอบครัวของ จอห์น เบลล์ เมื่อ ค.ศ. 1817 และยังความระทมทุกข์ให้กับครอบครัวนี้ตลอดเวลาสองสามปีต่อมารวมทั้งปริศนาที่มันทิ้งไว้ให้ก็ยังก็ยังเป็นความลับดำมืดมาจนทุกวันนี้
จอห์น เบลล์ ผู้เป็นที่กล่าวขวัญกันในเรื่องนี้ มีนิวาสถานอยู่ที่บ้านไร่ในเมืองโรเบิร์ตสัน คันทรี่ รัฐเทนเนสซี่ เขามีภรรยาและลูก ๆ อีกห้าคน เป็นชายสี่กับหญิงหนึ่ง นอกจากนี้จอห์นยังมีทาสมาช่วยทำงานอีกสองสามคน และต่างปลูกบ้านแยกอยู่ต่างหากในบริเวณเดียวกัน
เรื่องที่นำความทุกข์และความเดือดร้อนมาสู่ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1817 เป็นต้นมา เรื่องตั้งแต่มีเสียงเคาะ เสียงครูดฝาผนัง และเสียงแปลก ๆ ที่หาต้นสายปลายเหตุไม่ได้ ต่อมาผ้าคลุมเตียงถูกลากมากองไว้บนพื้น ที่ร้ายกว่านั้น บรรดาสมาชิกในครอบครัวมักจะถูกมือลึกลับตบหน้า เอาบ่อยครั้ง แรก ๆ ครอบครัวเบลล์ตกลงจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ รู้กันแต่เฉพาะผู้คนในครอบครัวเท่านั้น ........แต่ต่อมาความรู้สึกยิ่งทวีความสับสนวุ่นวายใจมากขึ้นเพราะอะไรก็ตามที่ตามจองล้างจองผลาญไม่มีท่าว่าจะเลิกราไปง่าย ๆ ยิ่งกับอลิซาเบธ หรือเรียกชื่อเล่นว่ เบตซี่ ลูกสาววัย 12 ขวบ ของจอห์นด้วยแล้ว เจ้าสิ่งที่ว่านี้ยิ่งดูเหมือนจะจงเกลียดจงชังเธอมากกว่า คนอื่นใด
ในที่สุดเมื่อไม่มีทางใดดีกว่า จอห์น เบลล์จึงไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักเทศน์ฆราวาสชื่อ เจมส์ จอห์นสัน เขาเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในชุมชนนั้นคนหนึ่งที่เดียว จอห์น เบลล์เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาให้ จอห์นสันฟังและเขาตกลงใจจะไปพิสูจน์ส่งประหลาดสิ่งนั้นในบ้านของ จอห์นทันที โดยที่ในเวลาต่อมาเขาเองก็ต้องไปที่บ้านเพื่อนเก่าบ่อยขึ้น เพื่อพยายามติดต่อกับอะไรบางอย่างที่เป็นตัวก่อเหตุ หลังจากที่ใช้เวลาอยู่ไม่นาน “อะไร” บางอย่างที่สิ่งอยู่ในบ้านของ จอห์น เบลล์ ก็พยายามแสดงตัวด้วยการพูดออกเสียง ก่อนที่จะเป็นถ้อยคำสื่อสารกันได้”สิ่งนั้น” จะทำเสียงเหมือนคนผิวปากเป็นเสียงต่ำแตกพร่า แล้วค่อย ๆ รวมเป็นวลีเหมือนเสียงกระซิบ ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ฟังเหมือนเสียงกระซิบที่ลอยมาจากที่ไกล ๆ ซึ่งพอจะจับใจความได้ หากบรรยากาศรอบข้างไม่มีเสียงอื่นปะปน
และในที่สุด “มัน” ก็พูดได้ชัดถ้อยชัดคำ และมีทีท่ากระตือรือร้นเหมือนอยากตอบคำถามทุกคำ แม้ว่าคำตอบเหล่านั้นจะมีความขัดแย้งกันเอง เช่นคราวหนึ่ง มันบอกเสียงดังฟังชัดว่า มันคือ “...วิญญาณจากทั่วสารทิศจากสวรรค์ นรก และโลกมนุษย์ ข้าสถิตอยู่ในอากาศในบ้านและในที่ไหน ๆ ได้ทุกเวลาข้าถูกสร้างเมื่อหลายล้านปีมาแล้ว นี่คือสิ่งที่ข้าบอกกับพวกเจ้า”
พอถึงอีกคราว มันกลับพูดว่า มันคือวิญญาณของใครบางคน ซึ่งศพถูกฝังอยู่ในป่าใกล้ ๆ แล้วอีกบางทีมันก็บอกว่า เป็นวิญญาณของผู้อพยพรุ่นบุกเบิก ซึ่งได้ฝังสมบัติบางส่วนไว้ในที่แห่งหนึ่งใกล้ ๆ กับบ้าน โชคร้านที่มาเสียชีวิตเสียก่อนที่จะไปขุดขึ้นมา แต่คำบอกกล่าวที่ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นสนใจเป็นพิเศษกว่าเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดเห็นจะเป็นเรื่องที่มันอ้างว่า “ข้าคือแม่มด เคต แบ็ตต์ส”
เคต แบ็ตต์ส เมื่อสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่มีชาวบ้านโรบินสันคนไหนคบกับนางเนื่องจากเป็นหญิงชราปากร้ายและชอบผูกพยาบาท อาฆาตกับผู้คนทั่วไปหมด เมื่อหล่อนเสียชีวิตไป ผู้คนก็ลืมเลือนหล่อนเสียสนิทจนกระทั่งได้ยินว่ามาสิงสู่อยู่กับครอบครัวของ จอห์น เบลล์และสร้างความเดือนร้อนให้ไม่มีที่สิ้นสุด ........ครอบครัวของเบลล์ต้องกล้ำกลืนฝืนทนต่อสภาพอันเลวร้ายอยู่ถึงสามปีเสียงกรีดร้องรอบบ้านของปีศาจแม่มด “ที่ไม่เคยปรากฏร่างให้ใครเห็น” ยังคงกรีดโหยหวนทุกวันเวลาไม่มีวันใดที่ครอบครัวนี้จะได้อยู่กันอย่างสงบ สุขอย่างแท้จริง ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้ แม้แต่เจมส์ จอห์นสันเองก็ทำได้เพียงติดต่อกับวิญญาณพยาบาทเท่านั้น ในที่สุด จอห์น เบลล์ ก็ไม่สามารถทนต่อสภาพที่บีบคั้นจิตใจอย่างรุนแรงต่อไปไม่ไหวสุขภาพของเขาเริ่มอ่อนล้าลง และทรุดโทรม ตามลำดับ จอห์น เบลล์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1820 นับเป็นการสังเวยต่อปีศาจของแม่มดอย่างแน่แท้
.........การเสียชีวิตของเขาดูเหมือน เป็นสิ่งที่มันรอคอยอยู่นาน วันที่ร่างของเขาถูกหย่อนลงในหลุมฝังศพ มีเสียงโห่ร้องและขับลำนำเพลงที่ ฟังแล้วชวนสยองหวีดก้องอยู่ในอากาศ หลังจากจอห์น เบลล์เสียชีวิตแล้ว การหลอกหลอนของปีศาจแม่มดก็ค่อยเบาบางลงตางลำดับ และพออีกสองสามเดือนต่อมา สุ้มเสียงประหลาด ๆก็หายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งเรื่องราวความลึกลับให้เป็น ตำนาน ปริศนาเล่าขานกันสืบต่อมา
edit @ 27 Nov 2008 23:16:02 by Conqueror
posted on 27 Nov 2008 22:34 by conquering
|
การทำนายด้วยไพ่ทาโรต์
การเตรียมไพ่
การล้างไพ่
วิธีการล้างไพ่ ทุกครั้งท่านควรนำไพ่มาล้างก่อน โดยการนำไพ่มาวางไว้บนผ้าปูกำมะหยี ถ้าได้สีดำ หรือม่วง น้ำเงินก็จะดี ไม่ควรใช้สีแดงเพราะจะทำให้เครียดในดูไพ่นาน ๆ นำไพ่ทั้งหมด 22 ใบ มาวางคว่ำหน้าแล้วใช้มือท่าน ทั้งสองมือวนไพ่ทวนเข็มนาฬิกาให้ทั่ว ๆ จนพอใจ และวนกลับตามเข็มนาฬิกา จนพอใจเช่นกัน ระหว่างการล้างไพ่ท่านควรโปรแกรมไพ่(โดยการสั่งทางจิต)ในการดูครั้งนี้ จะใช้เวลาในการแสดงผลของไพ่เท่าไร เช่น อาจคิดไว้ในใจว่าการดูครั้งนี้ 7 วัน 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือน แต่ไม่ควรเกิน 6 เดือนจะเป็นการดี เสร็จแล้วให้เก็บไพ่ ให้เรียบร้อย และยื่นให้ผู้ที่ต้องการดูทำการสับไพ่
การสับไพ่
วิธีการสับไพ่ก็ไม่ใชสับแบบการเล่นไพ่ทั่ว ๆ ไป มีวิธีการดังนี้ ให้ผู้ดูนำไพ่ทั้งหมดวาง ไว้ที่มือซ้ายโดยตั้งสันไพ่ที่อุ้งมือซ้ายและหันหน้าไพ่ไปทางซ้ายมือ ใช้มือขวาสับไพ่โดยยกไพ่ขึ้นสับไปทางซ้ายเสมอจนพอใจ ไม่ต้องตามอายุ ในระหว่างที่ผู้ดูสับไพ่ ให้เค้าตั้งจิตให้นิ่งและมีสมาธิ นั่งตัวตรง วางมือซ้ายที่จะสับไพ่ไว้ตรงจักระที่ 3 คือที่ลิ้นปี่ (Solar Plexus Chakra ) และนึกถึงเรื่องที่จะถามสำหรับการเปิดครั้งนี้ ควรถามเป็นเรื่อง ๆ ไม่ควรถามหลาย ๆ เรื่องในการเปิดไพ่แต่ละครั้ง จะทำให้แม่นยำกว่า บางครั้งผู้ดูถามหลายเรื่อง ไพ่ก็ออกมาหลายเรื่อง ผู้ทำนายใหม่ ็จะอ่านหน้าไพ่ลำบาก หรืออ่านไม่ออกก็มีมาก จากประสพการณ์ที่สอนกันมา ต่อจากนั้นผู้ดูก็วางไพ่ลงแล้วตัดเป็น สองกอง แล้วเอากองขวามาทับกองซ้าย และยื่นให้ผู้ทำนาย ผู้ทำนายได้รับไพ่ ก็ทำการกรีดไพ่ให้เป็นรูปครึ่งวงกลมให้สวย งาม พร้อมที่จะให้ผู้ดูเลือกไพ่ตามที่ต้องการว่าจะดูแบบกี่ใบที่ตั้งใจกันไว้ สิ่งที่ไม่ควรลืมคือผู้ดูกับผู้ทำนายควรนั่งตรงข้าม กันและไม่ควรมีผู้อื่นมานั่งดูจะเป็นการดีที่สุด เพราะคำถามหรือปัญหา ที่ผู้ดูถามอาจเป็นความลับระหว่างผู้ดูกับผู้ทำนาย และเป็นสิ่งสำคัญผู้ทำนายก็ไม่ควรเก็บไปเล่าหรือวิจารณ์ให้ใครฟัง ท่านต้องมีจรรยาบรรณในการดูสิ่งนี้สำคัญมาก ความลับของลูกค้าไม่ควรเปิดเผยให้ใครทราบ
|
edit @ 27 Nov 2008 23:14:01 by Conqueror
edit @ 28 Nov 2008 00:00:16 by Conqueror
posted on 27 Nov 2008 22:33 by conquering
|
THE HISTORY OF TAROT ประวัติของไพ่ทาโรต์
หลักฐานที่ปรากฏตรงกันมาก (ไม่รู้ว่าใครกันแน่เป็นจุดเริ่มต้นของหลักฐานชิ้นนี้ก็ขอกล่าวอ้างต่อไปแล้วกัน) นั่นคือ เริ่มต้นที่ปี ค.ศ.1392 ที่ประเทศฝรั่งเศส สมัยของเจ้าฟ้าชายชาร์ลที่ 6 แห่งฝรั่งเศส แต่เป็นเพียงแค่การเล่นเท่านั้น การออกแบบยังคงเป็นแบบโรมัน ไม่มีตัวเลขและตัวหนังสือใดๆปรากฎให้เห็นบนหน้าไพ่เลยแม้แต่ใบเดียว หน้าไพ่ที่ปรากฎยังคงใช้วิธีการพิมพ์แบบดั้งเดิมคือ การพิมพ์โดยการแกะไม้ระบายสี แล้วพิมพ์ลงบนกระดาษ
ในศตวรรษที่ 15 - 16 เริ่มปรากฎไพ่ที่มีตัวเลขและตัวหนังสือเป็นครั้งแรก แต่จะใช้ในการเล่นกันมากกว่าการใช้ทำนาย และเริ่มเป็นที่แพร่หลายและ นิยมกันมากในยุโรป โดยเฉพาะที่อิตาลี และ ฝรั่งเศส โดยพวกชาวโรมานี ( หรือที่เรามักเรียกว่า "ชาวยิปซี") ได้เป็นผู้เผยแพร่ไปโดยการย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆในสมัยนั้น แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนว่านำไพ่ไปใช้การทำนายเช่นกัน จนกระทั่งปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนในศตวรรษที่ 19 ( ค.ศ. 1801-1900 ) ที่ประเทศฝรั่งเศส
ศตวรรษที่ 18 นับเป็นศตวรรษที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของไพ่ทารอท เพราะเริ่มมีการนำเอาไพ่ทารอทมาใช้ในการทำนาย ชะตาชีวิตมากกว่าการนำมาเล่นกันเหมือนสมัยก่อน โดยพวกชนเผ่าเร่ร่อนที่รู้จักกันในชื่อ"ชาวยิปซี" มากกว่าชื่อ "ชาวโบฮีเมียน(หรือชาวโรมานี)" ต้นศตวรรษที่ 20เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ ไพ่ทารอทในด้านการทำนายและรูปแบบของหน้าไพ่ โดย เอ อีเวต และ พาร์เมลลาร์ โคลแมน สมิธ ที่ประดิษฐ์ไพ่ ชุดไรเดอร์-เวต ในปีค.ศ.1910 ไพ่ชุดไรเดอร์-เวตเป็นที่นิยมกันมาก เพราะสามารถตีความจากหน้าไพ่ได้ง่ายดายกว่าไพ่ทารอทชุด ที่มีมาก่อนหน้านี้เพราะหน้าไพ่สมัยก่อนจะไม่มีเรื่องราวปรากฎ บนหน้าไพ่ เป็นแต่เพียงจำนวนของดาบ, คฑา (หรือกิ่งไม้), ถ้วย และเหรียญ (หรือ จาน) ทำให้ยากต่อการจดจำและตีความ
ไพ่ทารอทนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1910 เป็นต้นมาได้รับอิทธิพลของไพ่ชุดไรเดอร์-เวต ทั้งสิ้นไม่ว่าผู้ใดคิดจะประดิษฐ์หน้าไพ่ให้สวยงามอย่างไรก็ตาม ก็คงหนีไม่พ้นต้นแบบอย่างไพ่ชุดไรเดอร์-เวต(แม้แต่ของคุณ คฑา ชินบัญชร , สหัสญาณ (เขตต์) โหรศิลป์ และ ฯลฯ ที่กำลังจัดทำอยู่ ในขณะนี้)
ไพ่ทาโรค์ประกอบด้วยไพ่ชุดใหญ่ (Major Arcana) ซึ่งหมายถึง "ความลับอันยิ่งใหญ่" และยังเป็นชื่อที่ใช้เรียก ภาพที่เลือนลางเหมืออยู่ในความฝัน ไพ่ทาโรต์จะเริ่มต้นที่ไพ่ มนุษย์เจ้าสำราญ (TheFool) และสิ้นสุดที่ไพ่โลกา (TheWorld) ไพ่ขุดเล็ก (Minor Arcana) มีความสำคัญในกาทำนายทั่วไปที่ครอบคลุมถึงขอบข่ายของความสนใจ และช่วงเวลาในขณะที่ไพ่ชุดใหญ่ใช้ทำนายเรื่องที่เป็นจุดหลักๆที่เรากำลังค้นหา เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ที่ลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความลับอันยิ่งใหญ่
ไพ่ทารอทชุดหลัก ( The Major Arcana) ประกอบด้วย ไพ่ ทั้งหมด 22 ใบ มาตรฐาน ที่ถือว่า เป็น วิถีชีวิต หรือ การดำเนินชีวิต แบบสากล (โดยไม่แบ่งแยกว่า จะเป็น ประเทศใด ในโลก) ใน ยุคแรกๆ ไพ่ทารอท ชุดหลัก จะใช้ ใน เกมส์การละเล่นมากกว่า การ ใช้ ทำนายชะตาชีวิต ที่รู้จักกัน ในชื่อ ของ ไพ่ทรัมป์ (Trumps Card) ( ไพ่ทรัมป์ (Trumps Card) เป็นการเล่นไพ่ในแบบนับแต้มที่สูงที่สุด เหมือนกับไพ่ 21 ของไพ่ป็อก ใครที่ได้แต้มมากที่สุดเป็นฝ่ายชนะ ไพ่แต้มสูงหรือต่ำ สามารถดูได้จากภาพบนหน้าไพ่ เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีตัวเลขหรือชื่อกำกับไว้บนหน้าไพ่ ในการเล่นจึงต้องอาศัยความจำเป็นหลัก ทำให้เกิดความยากในการเล่นและไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าใดนัก )
ดาบ หมายถึง การต่อสู้ ดังนั้นเมื่อปรากฏไพ่ที่มีดาบ นั่นคือคุณจะต้องเกิดการต่อสู้ แต่การต่อสู้นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังต่อสู้อยู่กับอะไร ต่อสู้กับ หน้าที่การงาน ความรัก คนรอบข้าง หรือ กำลังต่อสู้กับตนเอง
ถ้วย เป็นภาชนะที่ใส่น้ำ และน้ำเป็นส่วนประกอบหนึ่งภายในร่างกายที่สำคัญสำหรับชีวิต หากร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมก็จะทำให้รู้สึกสดชื่น หากขาดน้ำก็จะเกิดอารมณ์ที่ฟุ้งซ่านได้ง่าย ดังนั้น น้ำจึงก่อให้เกิด อารมณ์และความรู้สึก ที่หลากหลายแปลเปลี่ยนไปตามสภาพการณ์
คฑา หรือ กิ่งไม้ แสดงออกมาในเรื่องของการเจริญเติบโต เป็นนัย ที่แสดงถึงการศึกษาเล่าเรียน หรือการทำงานที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการเติบโตกว่าจะประสบความสำเร็จ และในความสำเร็จก็เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เติบโตเต็มที่ที่ต้องผ่านอุปสรรคนานับประการ
จานที่มีดาวห้าแฉกอยู่ตรงกลาง เป็นสัญลักษณ์แทน เงิน ที่มีไว้สำหรับเป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยนในการค้าขายระหว่างกันและกัน คนที่มีเงินและไม่มีเงินนั้น จะแสดงออกมาในลักษณะที่แตกต่างกันไปตามที่ปรากฏในไพ่ และเป็นความจริงที่หลบได้แต่ซ่อนไม่ได้
|
edit @ 27 Nov 2008 23:13:39 by Conqueror
edit @ 27 Nov 2008 23:54:48 by Conqueror
posted on 27 Nov 2008 22:32 by conquering
ตำนานเทพเจ้า:Nemesisเทพีแห่งการล้างแค้น
ความผิดและกรรมชั่วทั้งหลายสมควรต้องได้รับโทษตอบแทน จึงจะชอบด้วยความยุติธรรม ชาวกรีกและโรมันคิดเช่นนี้ และเห็นว่าความพยาบาทหรือการล้างแค้นอันชอบธรรมก็เป็นกิจที่เทพเจ้าพึงบำเพ็ญต่อมนุษย์เช่นกัน เขาจึงแต่งตั้งเทพีแห่งความพยาบาทหรือการสนองกรรมขึ้นโดยมีนามว่า "เนเมซิส(Nemesis)"
เมเมซิส เป็นเทพีสาวที่ออกมาลงโทษคนที่ทำผิดศีลธรรมทำกรรมชั่ว คนที่หยิ่งผยอง หรือคนที่ปฏิเสธพรของเทพเจ้า หรือไม่ก็คนที่เห็นแก่ตัวไม่ยอมเอื้อเฟื้อแก่คนอื่น แต่จะให้ผลตอบแทนที่ดีแก่คนดีและผู้ทรงคุณธรรมทั่วไป
เนเมซิส เป็นลูกสาวของ นิกซ์(Nyx) เทพีแห่งรัตติกาล เขาว่ากันว่าบิดาของเธอคือ โอเชียนัส(Oceanus) แม่สาวเนเมซิส นั้นได้ชื่อว่าสวยพอๆกับ อโฟรไดท์(Aphrodite) เทพีแห่งความงามและความรักเลยล่ะ ความสวยของเธอไปเข้าตาของจอมเทพ ซีอุส(Zeus) เข้า แต่ เนเมซิสไม่อยากจะไปยุ่งเกี่ยวกับ ซีอุส เธอก็เลยแปลงร่างหนีทุกครั้งที่เธอเห็น ซีอุสเข้ามาใกล้ บางตำราก็บอกว่าสุดท้ายเธอแปลงร่างเป็นห่าน แต่ซีอุส รู้ทันแปลงร่างเป็นหงส์และจับคู่กับเธอ เนเมซิสวางไข่ไว้ในกอหญ้า 1 ฟอง คนเลี้ยงสัตว์มาพบไข่ฟองนี้เข้าจึงนำไปถวายพระนางลีดา (Leda) นางลีดา เก็บไข่ฟองนั้นเอาไว้ในกล่อง และเมื่อเด็กน้อยฟักออกมาจากไข่ นาง ลีดา ก็ให้ชื่อว่า"เฮเลน( Helen )"และเลี้ยงดูเด็กคนนั้นเหมือนเป็นบุตรีของตนเอง หนูน้อย เฮเลนคนนี้เมื่อโตขึ้นมาก็คือแม่สาวที่ทำให้เกิดสงครามกรุงทรอย(Trojan War)ขึ้นยังไงล่ะ
บางตำราเขาก็ว่า ซีอุส แกหลงรักเนเมซิส แต่เมื่อ เนเมซิส ไม่ยอมร่วมหอด้วย พระองค์ก็เลยไปขอความช่วยเหลือจาก อโฟรไดท์ ให้ อโฟรไดท์ แปลงร่างเป็นนกอินทรีเข้าโจมตีตัวเองที่แปลงร่างเป็นหงส์ เจ้าหงส์ปลอมก็ทำเป็นบินร่อแร่มาหา เนเมซิสแม่สาวเนเมซิส ใจดีอุ้มหงส์เจ้าเล่ห์เอาไว้ พอ เนเมซิสหลับ ซีอุส ในร่างหงส์ก็มีความสัมพันธ์กับเธอ พอ เนเมซิส คลอดก็คลอดลูกออกมาเป็นไข่ เทพ เฮอร์เมส(Hermes) ก็รีบมาเอาไข่นั้นไปที่เมือง Sparta แล้วโยนไข่ฟองนั้นไปที่ตักของพระนาง ลีดา แล้วแม่โฉมงามเฮเลน ก็กระโดดออกมาจากไข่ใบนั้นนั่นเอง (แต่ส่วนใหญ่บอกว่าเฮเลนน่ะเป็นลูกของพระนางลีดาเองนั่นแหละ)
แต่บางตำรากล่าวถึงเนเมซิสแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง คือบอกว่า รูปลักษณะของเทพีองค์นี้เป็นหญิงที่มีหน้าตาแสดงความเหี้ยมเกรียม ถือพังงาและล้อ บางทีก็มีปีกด้วย แสดงว่าองค์เทพีจะตามตอบแทนผู้ทำความผิดไปทั่วทุกหนทุกแห่งอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าจะเป็นทางน้ำหรือบก ดังที่พังงา(พวงมาลัยเรือ)และล้อ(ที่ใช้สำหรับรถแล่นบนบก)เป็นเครื่องหมายแสดงอยู่
ที่กรุงโรมมีรูปอนุสาวรีย์ของเทพีเนเมซิสประดิษฐานอยู่ในรัฐสภาทีเดียว เมื่อจะประกาศเมื่อจะประกาศศึกต่อศัตรู จะมีพิธีบวงสรวงพระนางก่อน เพื่อให้เป็นที่ปรากฏว่า พวกเขาทำศึกโดยเหตุผลอันชอบธรรมที่สุดเสมอ
บางตำราถือกันว่าเนเมซิสเป็นบุตรีของนิกซ์เทพีแห่งรัตติกาลกับเอรีบัส(Erebus)ต่างหาก ซึ่งตำนานนี้ดูจะน่าเชื่อถือกว่าตำนานก่อน เพราะนิกซืเป็นภรรยาที่ถูกต้องของเอรีบัส เนเมซิสเป็นพี่น้องกับ เคอร์(Cer) อีเธอร์(Aether) ดรีมส์(Dreams) ฮีเมอรา(Hemera) ฮิปนอส(Hypnos) โมมัส(Momus) ธานาทอส(Thanatos) และชารอน(Charon) เธอเป็นตัวแทนของความแค้นเคือง พยาบาท และการเกรงกลัวต่อบาป
edit @ 27 Nov 2008 23:12:24 by Conqueror
edit @ 27 Nov 2008 23:53:13 by Conqueror
posted on 27 Nov 2008 22:32 by conquering
10 อันดับสถานที่หลอนบันลือโลก(ตะวันตก)
เรื่องราวเขย่าขวัญสั่นประสาทเกี่ยวกับอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติ พลังงานที่ยากต่อการพิสูจน์ โลกหลังความตาย เสียงโหยหวนในความมืด ความรู้สึกเหมือนถูกจับตามอง(จากอะไรสักอย่าง) กระแสลมพัดวูบที่ไม่มีต้นตอ ปรากฏการณ์วิญญาณตามหลอกหลอน การตายที่หาสาเหตุไม่ได้จนกลายเป็นเรื่องอาถรรพ์ เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวัฒนธรรมตะวันออกอย่างที่หลายคนเคยได้ยินจนคุ้นหู และถึงแม้ได้ยินได้ฟังอย่างคุ้นหูเพียงใด แต่ทุกครั้งที่ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะได้มีอาการเสียวสันหลังวาบ และถ้าเลือกได้ก็คงไม่อยากเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ลักษณะนั้นบ่อยๆ ในซีกโลกตะวันตก...พวกเขาก็มีเรื่องสยองขวัญเล่าขานไม่แพ้กัน
'แฮรี่ มาร์คส์' นักเดินทางผู้พิสมัยสถานที่ที่มีบรรยากาศและเรื่องเล่าสยองขวัญ จัดอันดับสถานที่หลอนยอดนิยมในใจเขา 10 อันดับด้วยกัน บางสถานที่อาจไม่เกี่ยวกับภูตผี แต่มีบรรยากาศชวนสยอ
อันดับ 1: ปราสาทบราม, โรเมเนีย
บนเทือกเขาคาร์พาเธียนอันห่างไกลในประเทศโรเมเนีย ตำนานของผีดูดเลือด ท่านเคาท์แดร๊กคิวล่า (Count Dracula) อยู่ที่นั่น เรื่องของท่านเคาท์ตั้งต้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 อ้างถึงเจ้าชายคนหนึ่งชื่อ Vlad Dracula (ลูกชายแห่งมังกร) ผู้ไร้ความเมตตาและเป็นปรปักษ์กับชาวคริสเตียน นำกองทัพสองหมื่นคนโจมตีชาวออตโตมันแล้วใช้เหล็กแทงทะลุจากลำไส้ขึ้นไปตามกระดูกสันอกทิ้งไว้ทั่วป่า การดั้นด้นเดินทางสู่ปราสาทที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมยอดแหลมสไตล์กอธิคของเจ้าชายผู้กระหายเลือดองค์นี้ กลายเป็นตำนานของผู้ต้องการแก้แค้น และเกิดเป็นตำนานผีดูดเลือดในที่สุด
อันดับ 2: อัลคาแทรซ, ซานฟรานซิสโก
นี่คือคุกที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา อัลคาแทรซ (lace>Alcatrazlace>) คุกที่ไม่มีใครแหกสำเร็จ ถึงแม้จะมีนักโทษพยายามใช้ของชิ้นเล็กๆ ตัดซี่กรงเหล็กและแอบว่ายน้ำหนีออกไป แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเขามีชีวิตรอดไปได้ นักโทษหลายคนตายในห้องขังที่นี่ ส่วนหนึ่งตายเพราะบาดแผลติดเชื้อ และนี่เองเป็นที่มาของเสียงประหลาดมากมาย เช่น เสียงตัดเหล็ก เสียงปิดประตูห้องขัง เสียงหวีดร้องจากใต้ดิน และความรู้สึกถูกจ้องมอง แม้ที่นี่จะเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้วก็ตาม
อันดับ 3: ปราสาทเอดินเบอร์ก, สก็อตแลนด์
ปราสาทยุคกลางอันสง่างามแห่งนี้ ปราสาทเอดินเบอร์ก ภายในเต็มไปด้วยห้องว่างเปล่า ทางเดินแคบๆ และเสียงสะท้อนแห่งความตาย เนื่องจากภายในปราสาทแห่งนี้ แม้แต่ตามถนนแคบๆ นั่นก็ด้วย ใช้เป็นที่กักขังและหลุมฝังศพในคราวเดียวสำหรับนักโทษและคนเป็นโรคระบาด รวมทั้งศพของนักตีกลองที่หัวขาดจากการทำสงครามกับฝรั่งเศสและสงครามประกาศอิสรภาพของอเมริกัน เสียงร่ำลือของวิญญาณที่นี่ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย ดร.ริชาร์ด ไวสแมน จากมหาวิทยาลัยเฮิร์ตฟอร์ดเชียร์ เดินทางมาพิสูจน์ในปี 2001 และพบปรากฏการณ์ที่หาคำตอบไม่ได้
อันดับ 4: บ้านวินเชสเตอร์, แคลิฟอร์เนีย
เมื่อสามีของซาร่าห์ วินเชสเตอร์ เสียชีวิตในปีค.ศ.1881 เรื่องลึกลับก็เกิดขึ้นกับเธอมากมาย ภรรยาม่ายผู้นี้เชื่อว่าเธอจำเป็นต้องหาวิธีป้องกันตัวเองจากวิญญาณที่ตายจากการถูกยิงด้วยปืนไรเฟิลส์ยี่ห้อวินเชสเตอร์ที่สามีเธอประดิษฐ์ขึ้น ปืนวินเชสเตอร์ (Winchester) รุ่นปี 1873 ได้รับการขนานนามว่า 'ปืนพิชิตตะวันตก' หมอผีแนะนำซาร่าห์ให้ค้นหาบ้านที่เป็นที่สิงสถิตของวิญญาณที่มีความเมตตาและปัดเป่าวิญญาณชั่วร้ายออกไป แทนที่จะย้ายออกไป ซาร่าห์จ้างช่างไม้มาต่อห้องให้กับบ้านสไตล์วิคตอเรียนของเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นเวลาถึง 31 ปีจนกระทั่งเธอตายในปีค.ศ.1922 หลังจากซาร่าห์ตาย ช่างไม้เริ่มได้ยินเสียงกระซิบเรียกชื่อพวกเขา ได้ยินเสียงฝีเท้า รวมทั้งเห็นวิญญาณซาร่าห์ คุณอยากไปชมบ้านวินเชสเตอร์ของซาร่าห์หรือไม่
อันดับ 5: เกาะโพลลีเพล, นิวยอร์ก
กลางแม่น้ำฮัดสัน เกาะโพลลีเพล (Pollepel Island) ของนิวยอร์ก มีประวัติศาสตร์ที่น่ากลัว เกาะแห่งนี้เป็นยุทธภูมิสำคัญในช่วงสงครามประกาศอิสรภาพของชาวอเมริกัน ยุคต้นศตวรรษที่ 19 เกาะแห่งนี้ครอบครองโดยชาวสกอตแลนด์ ฟรานซีส แบนเนอร์แมน ผู้ผลิตปืนพก เขาสร้างโกดังสินค้าด้วยรูปแบบปราสาทของชาวสก็อตที่มีหอคอยสูง หลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี 1918 ปรากฏว่าดินระเบิดและลูกปืนใหญ่น้ำหนักรวมกันกว่า 200 ปอนด์เกิดระเบิดขึ้น ส่งให้ชิ้นส่วนบางส่วนของปราสาทลอยไปไกลถึงตัวเมืองนิวยอร์ก แรงระเบิดทำให้เรือบรรทุกสินค้าและเรือขนส่งผู้โดยสารระเบิด ชนฝั่ง และจมลงสู่ก้นแม่น้ำ ผู้คนมากมายเสียชีวิตฉับพลัน ณ ที่แห่งนี้
อันดับ 6: บ้านแฮคเกอร์, สหรัฐอเมริกา
ตำนานของบ้าน แฮคเกอร์ (Hacker) เกิดขึ้นกว่าร้อยปีก่อน ตำนานนี้ไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุด เนื่องจากเหตุการณ์เลวร้ายยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ้านแฮคเกอร์ตั้งอยู่บนถนนที่แยกจากถนนวินสตัน-สาเลม ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา สร้างอยู่เหนือหลุมศพชาวอเมริกันพื้นเมือง สถานที่อันถูกสาป เรื่องสยองขวัญเริ่มขึ้นในปีค.ศ.1821 นายทหารหลายคนยุคนั้นอ้างว่าพวกเขายิงปืนใส่คนนับสิบที่ยิงเท่าไหร่ก็ไม่ตาย ร้อยปีต่อมาบ้านแฮคเกอร์กลายเป็นโรงพยาบาลและห้องทดลอง มีรายงานที่ไม่ชัดเจนว่าศพหลายศพหายไปหลังจากไฟไหม้ใหญ่ในปีค.ศ.1930 ทิ้งไว้แต่เพียงหลุมวางเปล่า ซึ่งดร.โจห์นาส แฮคเกอร์ เจ้าของห้องทดลองอ้างว่า นี่เป็นผลมาจากการทดลองที่เขาได้ฉีดสารบางอย่างเข้าไปในร่างกายคนไข้ของเขาก่อนพวกเขาเสียชีวิต บ้านแฮคเกอร์ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่เพื่อใช้ทำพิธีเกี่ยวกับการฝังศพ และชาวเมืองก็พยายามโปรโมทให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ซึ่งไม่มีใครยอมมาอาศัยอยู่
อันดับ 7: แดร็คสโฮล์ม สล็อต ,เดนมาร์ก
คฤหาสน์ แดร็คสโฮล์ม สล็อต (Dragsholm Slot) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 เพื่อเป็นที่อยู่ของบิชอปส์แห่งโรสไคลน์ คฤหาสน์หลังนี้สร้างในสไตล์บาร็อค ตกทอดมาถึง เจมส์ เฮปเบิร์น เอิร์ลแห่งโบธเวล สามีคนที่สามของแมรี่ สจวร์ต ราชินีแห่งสกอตแลนด์ เขาเสียชีวิตที่นี่ในปีค.ศ.1578 คฤหาสน์แห่งนี้มีสาวใช้มากมาย เรียกกันว่า white lady หนึ่งในนั้นแอบมีสัมพันธ์กับหนุ่มสามัญชน เมื่อถูกจับได้ เธอถูกขังลืมไว้ในคฤหาสน์แห่งนี้ ต่อมาในช่วงปีค.ศ.1930 นักท่องเที่ยวผู้โชคดีคนหนึ่งมือซน เอานิ้วไปแหย่ผนังปูนที่มีรอยแตกร้าวเล่น สิ่งที่เขาทำให้ทุกคนเห็นผ่านรอยร้าวบนผนังคือโครงกระดูกในชุดเสื้อคลุมสตรี เท่านี้ที่นี่ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ 'ฮอต' ขึ้นมาทันที เพราะเสียงร่ำลือที่ว่าวันดีคืนดี white lady จะแวบมาให้เห็น
อันดับ 8: ปราสาทบรีซัค, ฝรั่งเศส
ตามประสาของปราสาทในฝรั่งเศสที่ต้องตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามตามแต่ใจตัวเอง ปราสาท บรีซัค (Brissac) กลางหุบเขาลัวร์ขนาด 7 ชั้น มีห้องมากกว่า 200 ห้อง เพดานทาด้วยทองคำ ม่านลายดอกประดับผนังและพรมลายดอกไม้เข้าชุดกันชนิดผู้มีโอกาสมาเยือนแทบลืมหายใจ เฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลัก เสาปราสาททำจากแก้วคริสตัล ไม่ใช่สถานที่ที่แย่เกินไปที่จะอยู่อาศัย ยกเว้นความจริงที่ว่าคุณจะต้องอยู่กับวิญญาณของ ชาร์ลอต (มาดามของจาร์ค เดอ บรีซ)และชายชู้ของเธอ ทั้งคู่ถูกสังหารที่นี่ หลังจากทั้งคู่ถูกปลิดชีวิต บรีซก็ต้องบอกขายปราสาทในเวลาไล่เลี่ยกัน เพราะไม่สามารถทนกับเสียงร้องโหยหวนกลางดึกของผีชู้รักคู่นี้ได้
อันดับ 9: รถไฟใต้ดินกรุงมอสโก, รัสเซีย
ในเมืองที่มีอายุเก่าแก่เกือบ 900 ปีแห่งนี้ มอสโก ผ่านวันเวลาที่เคยครอบครองโดยจอมเผด็จการผู้กระหายเลือดนับร้อยปี คอมมิวนิสต์ผู้ไม่ยอมอ่อนข้อ และจักรพรรดิรัสเซีย ต่างก็พยายามขุดเมืองนี้ให้รอดพ้นจากเรดาร์ ด้วยเหตุนี้ลึกลงไปใต้ดินกว่า 700 เมตร มอสโกจึงเต็มไปด้วยเครือข่ายคลองขนาดมโหฬารที่มีความตื้นลึกต่างกันถึง 15 ระดับที่พัฒนามาเป็น 'รถไฟใต้ดิน' เส้นทางคมนาคมที่พัฒนามาจากสถานที่ที่เคยเป็นบ้านคนจรจัด นักต่อต้าน ศิลปิน ผู้ถูกเนรเทศ และหลุมศพของผู้ถูกสังหารหมู่ รถไฟเที่ยวสุดท้ายของคืนจะให้ความรู้สึกอย่างไรกันนะ
อันดับ 10: แคมป์กราวนด์, สหรัฐอเมริกา
สถานที่แห่งนี้ชื่อ แคมป์กราวนด์ (Campground) ความจริงแล้วตัวสถานที่ไม่มีเรื่องสยองขวัญใดๆ แต่เจ้าของนี่สิ พยายามทำทุกวิถีทางเท่าที่จะคิดออก เพื่อสร้างจุดดึงดูดใจให้กับสถานที่ จุดดึงดูดใจที่เจ้าของสถานที่คิดนั้นไปไกลถึง 'ความลี้ลับ' และ 'เวทมนตร์คาถา' เพื่อทำให้สถานที่แห่งนี้ดูน่ากลัว ความพยายามของเขาสำเร็จถึงขนาดที่ว่า สมาคมสถานที่หลอนนานาชาติ (International Association of Haunted Attractions) รับแคมป์กราวนด์เข้าเป็นสมาชิก
แคมป์กราวนด์ เป็นสถานที่พักแรมตั้งอยู่กลางป่าใน ฟอร์ต มิลล์ มลรัฐเซาท์แคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา มีทั้งสถานที่สำหรับจอดรถบ้านเคลื่อนที่ และบ้านพัก ตัวบ้านพักเป็นแบบชั้นเดียวง่ายๆ ทำจากไม้ซุงที่เคยใช้ทำโลงศพในอดีต! แค่คิดว่าต้องนอนในบ้านทำจากโลงผี สยองไหมล่ะ
edit @ 27 Nov 2008 23:11:24 by Conqueror
edit @ 27 Nov 2008 23:50:54 by Conqueror
posted on 27 Nov 2008 22:28 by conquering
10 สุดยอดคำสาปโลก
พจนานุกรมได้นิยาม “คําสาป” ไว้ว่า คือ “คำแช่งให้เป็นไป ต่างๆ ของผู้มีฤทธิ์อำนาจ เช่น เทวดา ฤาษี แม่มด” ดังนั้น คำสาปจึงเป็นสิ่งที่น่าหวั่นไหวมิใช่น้อย และได้มีผู้จัดอันดับ คำสาปที่น่ากลัวที่สุดของโลกไว้ 10 อันดับ ซึ่งมีดังนี้ครับ
อันดับ 10 เพชรโฮป (Hope Diamond) เป็นเพชรสีนํ้าเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีนํ้าหนักถึง 45.52 กะรัต โดยพ่อค้าฝรั่งเศสนาม จอห์น แบ็บติส ทราวิเนียร์ ได้ขโมยมาจากพระนลาฏ (หน้าผาก) เทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งของอินเดีย เมื่อราว ค.ศ. 1600 โดยหารู้ไม่ว่าโคตรเพชรนี้มีคําสาปติดมาด้วย นั่นคือ มันผู้ใดที่ขโมยหรือครอบครองเพชรโฮป จะต้องประสบความวิบัติทุกรายไป! และก็จริงตามคําสาปครับ นับตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงซื้อเพชรนี้จากนายทราวิเนียร์ พระองค์และ พระราชวงศ์ก็ทรงได้รับภัยร้ายกาจจากการปฏิวัติของฝรั่งเศสตลอด กระทั่งนาย เฮนรีย์ ฟิลิป โฮป (เจ้าของชื่อเพชรเม็ดนี้) นายปิแอร์ คาร์เทียร์ (พ่อค้าอัญมณีชื่อดังที่เรารู้จักกันดี) ฯลฯ ล้วนประสบกับอัปมงคลจนถึงผู้ครอบครองรายสุดท้ายคือ ตระกูลของ เซอร์ ฮาร์รีย์ วินสตัน ได้ให้เลดี้ไฮโซ ผู้หนึ่งยืมสร้อยคอเพชรโฮป สวมใส่ในงานราตรี สองเดือนต่อมา ลูกน้อยของเธอก็ตายอย่างลึกลับ สามีกลายเป็นบ้าและต้องหย่าขาดกัน ในที่สุด ทายาทตระกูลวินสตันจึงมอบเพชรโฮปให้สถาบันสมิธ โซเนียนของสหรัฐฯ เป็นผู้อนุรักษ์แทนครับ
อันดับ 9 วิหารกระดูก แห่งเมือง อีโวรา, โปรตุเกส วิหารนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 โดยพระนิกายฟรานซิสกัน ที่ประหลาดพิสดารคือ ผนังภายในวิหารนี้สร้างขึ้นจากกระดูกของมนุษย์กว่า 5,000 คนครับ เท่านั้นไม่พอ มีซากศพ 2 ร่าง ห้อยแขวนติดผนังด้านหนึ่งด้วย!
ตํานานวัดระบุว่า ครั้งกระโน้นมีสตรีนางหนึ่งซึ่งยึดมั่น ในคาทอลิก แต่ได้ถูกสามีผู้โมโหร้ายกับลูกชายของ เธอเองช่วยกันโบยตีจนตาย ก่อนสิ้นชีวิต เธอได้สาป ให้วิญญาณของเขาทั้ง 2 ลงนรก แม้แต่พื้นพสุธา ก็จะไม่ยินดีรับร่างของเขาไว้ ไม่นานนัก ชายทั้งสองก็ถึงแก่มรณกรรม ชาวเมืองพยายามขุด หลุมฝังศพของเขา แต่ขุดลงไปที่ใดก็เจอะแต่หิน เมื่อจนปัญญา พวกเขาจึงนําเอาซากศพทั้งสองขึ้น ไปห้อยแขวนไว้กับ ผนังวิหารดังกล่าว สําหรับให้นักบวชได้ใช้ปลง ในระหว่างทําสมาธิครับ ก็นับเป็นคําสาปที่ขลังยิ่ง
อันดับที่ 8 ละครเรื่อง แม็คเบ็ธ (Macbeth) ของเชคสเปียร์ ละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มดและ คําสาปมนต์ดํา ว่ากันว่าทําให้แม่มดตัวจริงสมัยนั้น เคืองแค้น ที่เชคสเปียร์นําเอาเรื่องลับของพวกเขามาเปิดเผย จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไป-หากใครนํามาแสดงโดยเฉพาะตัวละครที่เล่นบทแม็คเบ็ธ
ผลของคําสาปอุบัติขึ้นตั้งแต่หนแรกสุดที่ละครนี้ออกแสดง โดยผู้แสดงที่ชื่อ ฮัล เบอร์ริดจ์ ซึ่งสวมบทเลดี้เอม ได้ล้มเจ็บลงในคืนนั้น และสิ้นใจตายหลังเวที
และนับแต่นั้นมาเกือบ 400 ปี ละครเรื่องนี้ก็มีอาถรรพณ์เกิดขึ้นกับนักแสดงมาตลอด เช่น มีอุบัติเหตุบาดเจ็บ ล้มตาย บางคนฆ่าตัวตาย และที่น่าพรึงเพริดที่สุดก็คือ ในปี ค.ศ. 1947 นักแสดงชื่อ ฮาโรลด์ ทอร์แมน เป็นผู้รับบทแม็คเบ็ธ ในระหว่างการดวลดาบนั้น คู่ต่อสู้ของเขาลืมสวมที่ครอบปลายดาบ พอแม็คเบ็ธ ถูกแทงล้มลง กลางเวที ผู้ดูต่างก็ปรบมือพอใจในบทบาท หากทว่า หลังเวทีนั่นซิ ต่างก็ตกใจกันยิ่งนักที่เขาโดน แทงจริงๆ ทอร์แมนตายใน 3 สัปดาห์ต่อมา
อันดับ 7 คําสาปของ อลิสแตร์ ครอว์ลีย์ พ่อมดแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์, สกอตแลนด์ ปี 1899 ครอว์ลีย์อาศัยอยู่ในบ้านอย่างโดดเดี่ยว ทางตอนใต้ของทะเลสาบที่ลือลั่นในเรื่องอสุรสัตว์ กล่าวกันว่าเขา ขมังในเรื่องเวทมนตร์และเลี้ยงวิญญาณภูตไว้ถึง 115 ตน เขาสามารถดลบันดาลให้ เพื่อนบ้านหลายคนมีอันเป็นไปนานา จนเป็นที่หวาดหวั่นไปทั่ว
ก่อนตาย ครอว์ลีย์ ได้สาปทิ้งท้ายไว้กับยอด เขาแห่งหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า “ปล่องไฟปีศาจ” และครอว์ลีย์เคยหลงทางที่ยอดเขานี้ ซึ่งทําให้เขาขัดเคืองใจ จึงสาปว่าเมื่อใดที่ยอดเขานี้พังทลาย สิ่งชั่วร้ายต่างๆก็จะถูกปลดปล่อยแผ่กระจายไปด้วย
“ปล่องไฟปีศาจ” ยืนหยัดอยู่นานนับพันปี แต่แล้วในเดือนเมษายน 2001 ยอดสูงราว 70 เมตร ก็มีอันถล่มทลายลงมาในทะเล เรื่องนี้ทําให้ผู้ที่เชื่อถือในตํานานพากันผวาไปตามกันเลยครับ ป่านนี้นรกคงครอบคลุมแผ่นดินแล้ว!
อันดับ 6 คําสาปวูดูแห่งนิวออร์ลีนส์, สหรัฐฯ แม่มดวูดูผู้นี้มีนามว่า มารี ลาโว มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1800 กว่าๆ เพื่อนบ้านรํ่าลือกันว่าเธอสามารถสาปได้ทั้งคนและสัตว์ โดยใช้มนต์ดําของวูดู กระทั่งทุกวันนี้ยังมีการ จัดทัวร์พาไปชมบ้านของเธอ รวมทั้งบนบานขอให้เธอช่วยสาปใครก็ได้ เรียกกันว่า บลัดดี้มารีทัวร์
ทั้งนี้ ผู้ขอจะต้องปฏิบัติดังนี้ครับ เริ่มจากเคาะ 3 ครั้งบนโลงศพของมารี แล้วหมุนกายทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ เซ่นเหล้ารัม ข้ามหลุมศพ 3 หน แล้วเปล่งชื่อของเธอออกมาดังๆ จากนั้นก็บอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของคุณ (ว่าจะให้เธอดลให้ศัตรูของคุณวิบัติอย่างไร) ไม่เชื่อก็เดินทางร่วมทัวร์ไปพิสูจน์ได้
อันดับ 5 คําสาป ตุตันคาเมน, อียิปต์ เรื่องนี้เราคงเคยได้ฟังกันมาแล้ว จึงขอผ่านนะครับ สรุปสั้นๆแค่ว่า ทั้ง โฮวาร์ด คาร์เตอร์, ลอร์ด คาร์นาวอน และผู้มีส่วนรบกวนสุสานของฟาโรห์องค์ นี้ ล้วนมีอันล้มหายตายจากก่อนวัย อันควรทั้งนั้น
อันดับ 4 อีกา แห่งป้อมปราสาท ลอนดอน (Tower of London) ป้อมปราสาทนี้ เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะถูก ใช้เป็นที่คุมขังและ ประหารบุคคลสําคัญๆ ของอังกฤษมากมาย หลายท่าน ณ ลานปราสาทแห่งนี้จะมีการเลี้ยงดูอีกา จํานวน 6 ตัว เนื่องจากมีคําสาปมานานกว่า 900 ปี ว่า ถ้าหากอีกาลดจํานวนลงเมื่อใด เมื่อนั้นความหายนะจะมาเยือน นครลอนดอน และสิ้นสุดพระราชวงศ์แห่ง อังกฤษ!
เรื่องนี้มีตํานานปรากฏเป็นเอกสาร ในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ราวศตวรรษที่ 17 ด้วยนะครับ ไม่ใช่ เรื่องเลื่อนลอยแต่ อย่างใด และทําให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นยาม หรือกษัตริย์ถือเป็น เรื่องจริงจังอ ย่างเคร่งครัด เช่นว่า ถ้ามีอีกาตายหนึ่งตัว จะต้องรีบถวายรายงานต่อควีนทันที และต้องจัดหาอีกาตัวใหม่ มาทดแทนโดยด่วน ซึ่งอีกาทุกตัวจะมีชื่อเรียก และถ้าตายก็จะถูกนําไปฝังอย่างมีพิธีการ จะมีการเลี้ยงอีกาไว้สํารองตลอดเวลา ถ้าตัวใดล้มป่วย ก็ต้องรีบตรวจสอบ หาไม่ถ้าหากตายโดยโรคติดต่อ (เช่น ไข้หวัดนก) และเช้าขึ้นมาอีกาตายเกลี้ยงละก้อ เชื่อกันว่าทั้งพระราชวงศ์ก็จะอันตรธานไปเช่นกัน
อันดับ 3 คําสาปตะกั่วแห่งกรีซ ใน ค.ศ. 1979 มีการขุดค้นโบราณสถานชื่ออโกรา, นครเอเธนส์ ทําให้พบแผ่นม้วนตะกั่วบางๆ ซึ่งมีจารึกภาษาโบราณอันเป็นคําสาปปรากฏอยู่ แผ่นตะกั่วนี้เรียกกันว่า คาตาเรส (Katares) ใช้ใส่ลงในโลงศพก่อนจะฝัง เชื่อกันว่าตะกั่วจะทําให้คําสาปจมลงไปอย่างรวดเร็วถึงขุมนรกพร้อมกับวิญญาณผู้ตาย เพื่อที่พระยมจะได้อ่านคําสาปและดลบันดาลให้เป็นไปตามนั้น
นอกจากนี้ การฝากหรือทิ้งแผ่นคําสาปลงไปในนํ้าก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง เพราะนํ้าจะสามารถสื่อ ไปถึงผู้ที่เราต้องการสาปได้ ซึ่งแผ่นคาตาเรสกว่า 100 แผ่นที่ค้นพบนี้ได้ระบุจ่าหน้าถึง ซูลิส ไมเนอร์วา ซึ่งเป็นเทพีด้านอุทกของโรมันครับ
อันดับ 2 คําสาป วัฏจักรมรณกรรม ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นี่ก็เป็นอาถรรพณ์อีกอย่างซึ่ง โด่งดังมาก นั่นคือ ปธน. สหรัฐฯ ท่านใดที่ได้รับเลือกตั้งในปี ค.ศ. ที่ลงท้ายด้วยเลข 0 จะต้องถึงแก่ มรณกรรมในหน้าที่ ตํานานระบุว่า ผู้ที่สาปก็คือ เตคัมเซ่ หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ผู้คับแค้นจากการถูกชนผิวขาวเข้ามายํ่ายีแย่งแผ่นดิน เขาได้สาปไว้ก่อนที่จะถูกฆ่าตายในปี ค.ศ. 1813
ปธน.คนแรกที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ วิลเลียม เฮนรีย์ แฮร์ริสัน ที่ได้รับเลือกตั้งใน ค.ศ. 1840 ถัดจากนั้นคําสาปก็เป็นจริงมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น ลิน-คอล์น (1860) การ์ฟิลด์ (1880) แม็คคินลีย์ (1900) ฮาร์ดิ้ง (1920) รูสเวลท์ (1940) เคนเนดี้ (1960)
เพิ่งมีรอดรายเดียวคือ ปธน. เรแกน (1980) แต่ท่านก็ถูกมือปืนชื่อ จอห์น ฮิงค์ลีย์ ยิงบาดเจ็บสาหัสในปี 1981 นัยว่าปืนที่ใช้นั้นไร้ประสิทธิภาพ ท่านจึงรอดพ้น อาถรรพณ์มาได้อย่างหวุดหวิด
อันดับ 1 คําสาปในสวนอีเดน (Garden of Eden) นับเป็นคําสาปแรกเริ่มสุดๆ ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าสร้างโลกโน่นเลยครับ โดยปรากฏเรื่องราวอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ก็อดทรงเสกอาดัม-มนุษย์ผู้ชายขึ้นก่อน จากนั้นก็แซะเอาซี่โครงของอาดัมมาเสกเป็นอีฟ แล้วส่งทั้งคู่ไปอยู่ในสวนอีเดน พร้อมรับสั่งว่าจะกินอะไรก็ได้ทุกอย่าง ยกเว้นผลไม้จากต้นแห่ง ความรู้หรือแอปเปิ้ล แต่ไอ้งูตัวแสบซิครับ มันยุยงอีฟให้หมํ่า แอปเปิ้ลเข้าไป หมํ่าคนเดียวไม่พอ อีฟยังชักชวนให้อาดัมหมํ่าด้วย เมื่อขัดคําสั่งของพระเจ้า ก็เป็นเรื่องซิครับ โดยไอ้งูจอมแสบ โดนสาปให้ไปไหนมาไหน ด้วยการ ใช้ท้องไถไป อีฟโดนสาปให้คลอดลูก ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ส่วนอาดัมต้องทํางานหา เลี้ยงท้องอย่าง เหน็ดเหนื่อยทั้งชีวิต ซึ่งคําสาปมหากาฬนี้ก็ตกทอดมาถึงพวกเราทุกคนกระทั่งทุกวันนี้
edit @ 27 Nov 2008 22:56:02 by Conqueror
edit @ 27 Nov 2008 23:11:07 by Conqueror
edit @ 27 Nov 2008 23:48:47 by Conqueror